13 พฤษภาคม 2548

 

สำนักพุทธฯ, มหาเถรสมาคม และศูนย์คุณธรรมฯ

โดนน้องตันหยง ทวงมาหลายวัน จะไม่มาเล่าความคืบหน้าให้ฟังเลย
ก็กระไรอยู่ เรื่องแผนส่งท่านนายกนั้น ที่ประชุมได้สรุปว่า น่าจะคิดทำ
ในแนวทางของนโยบายรัฐบาล ที่ยื่นต่อรัฐสภา โดยเป็นในเชิง
implementation plan ของนโยบายข้อ 2 และข้อ 6 เป็นหลัก
เนื้อหาของทั้งสองข้อ ผมได้เขียนสรุปไว้ เมื่อวันที่ 6 เมษา แล้ว

แต่หลายวันที่ผ่านมานี้ มีเรื่องสะดุดใจเรื่องหนึ่ง คือการรณรงค์ใน
โครงการทำดีได้ ไม่ต้องเดี๋ยว 1 คน 1 สัจจะ วันวิสาขะบูชา
ที่เป็นการทำงานเผยแผ่ธรรมะ แบบแนวใหม่ ที่ "ตรงใจ" คนรุ่นใหม่
โดยใช้กลไกหลักคือ ศูนย์คุณธรรมฯ ของพลตรีจำลอง
และผู้นำโครงการนี้ ก็คือคุณแม่ชีศันสนีย์ ผู้เชี่ยวชาญในการเผยแผ่
ธรรมะและการภาวนาผ่านสื่อได้อย่าง "ดูดี"
เว็บไซต์ของโครงการ อยู่ที่ http://www.dharmastation.org

ผมเลยมาฉุกคิดว่า ในเชิงกลไกแล้ว นายกท่านจะสามารถ "ส่งต่อ"
แผนที่เราจะส่งให้ท่านได้อย่างไรบ้าง เท่าที่ดู ก็มีอยู่ 3 องค์กรนี้เอง
ที่เป็นเครื่องมือ ให้ท่านทำงาน คือ
1. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
2. มหาเถรสมาคม
3. ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม

จากการศึกษาดูกลไกทั้งสามนี้แล้ว มองเห็นว่ากลไกของศูนย์คุณธรรม
น่าจะมีศักยภาพสูงสุด ดังที่ปรากฏในข่าว จึงมาคิดว่าจะวางแผน
ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของศูนย์คุณธรรมอย่างไรดี
ไว้จะมาเล่าต่อในตอนหน้าครับ หรือใครใจร้อนจะเข้าไปอ่านในเว็บของ
ศูนย์คุณธรรรม (www.moralcenter.or.th) ก่อนก็ได้ ลองดูที่เรื่อง
การขอทุน, การสัมมนา และ แผนยุทธศาสตร์ ครับ

06 เมษายน 2548

 

นโยบายรัฐบาล ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา

ครั้งก่อนผมได้พูดถึง แนวนโยบายด้านเด็กและเยาวชน ของพรรคไทยรักไทย
ที่ได้โฆษณาไว้ในช่วงก่อนเลือกตั้ง มาวันนี้น่าจะลองมาดูว่า นโยบายจริงๆ ที่
รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา มีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาบ้าง จะได้เป็น
แนวทางประกอบการทำข้อเสนอฯ ต่อไป

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ท่านนายก ได้แถลง นโยบายรัฐบาลทักษิณ 2
ต่อรัฐสภา ประกอบด้วยนโยบาย 9 ด้าน คือ
1. ขจัดความยากจน
2. พัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ
3. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้
4. บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5. การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
6. พัฒนากฎหมายและส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
7. ส่งเสริมประชาธิปไตย และกระบวนการประชาสังคม
8. รักษาความมั่นคงของรัฐ
9. นโยบายตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ( ดู ภาคผนวก ด้วย)

ในภาพรวมแล้ว จะเห็นว่านโยบายส่วนใหญ่ เน้นในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นด้านที่
รัฐบาลถนัดที่สุด แต่ก็จะมีนโยบายในด้านสังคมอยู่บ้างเหมือนกัน ที่ตรงกับพุทธศาสนา
มากที่สุด จะอยู่ในข้อ 2 คือเรื่องพัฒนาคนและสังคม และไปแทรกที่อื่นอีกเล็กน้อย
ดังจะเห็นได้จากในภาคผนวก เมื่อเทียบกับที่รัฐธรรมนูญมาตรา 73 บังคับไว้ว่ารัฐต้อง
"ให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าใจอันดี
และความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำ
หลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต"
ในภาคผนวกบอกไว้ว่า รายละเอียดอยู่ในข้อ 2 และข้อ 6 นั่นเอง

ข้อ 6 ก่อน เพราะสั้นกว่า โดยหลักก็คือเรื่อง ธรรมาภิบาล (good governance) ที่จะ
นำหลักการบริหารที่ดี ทั้งสุจริตและคุณธรรม และ ประสิทธิภาพ/ตัวชี้วัด ไปในทุกๆ
ส่วนในสังคม ก็คือเป็นการนำหลักธรรม มาสร้างคุณธรรมและคุณภาพชีวิตจริง
โดยเฉพาะในย่อหน้าสุดท้าย ระบุไว้ว่า "ในสี่ปีต่อไปนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมให้มีการนำ
ศีลธรรมและคุณธรรมมาใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตและประกอบกิจการของ
ทุกฝ่าย โดยจะขอความร่วมมือ จากคณะสงฆ์และองค์กรหลักของทุกศาสนา"
ตรงนี้คงต้องติดตาม การดำเนินงานในเชิงรูปธรรมต่อไป ซึ่งคงยากกว่าพูดเป็นแน่

ต่อมาคือข้อ 2 มีเป้าหมายคือ "การมีสุขภาพ แข็งแรง ครอบครัวที่อบอุ่น มีสภาพ
แวดล้อมที่ดี มีสังคมที่สันติและเอื้ออาทร" โดยมีแนวทางดำเนินการคือ
- คาราวานเสริมสร้างเด็ก
- "ส่งเสริมบทบาทของคณะสงฆ์ ... ... สนับสนุนให้สื่อมวลชนร่วมมีบทบาท ...
... จะจัดให้มีสถานที่เพื่อการปฏิบัติธรรม และความสงบร่มเย็นทางจิตใจในทำนอง
เดียวกับ พุทธมณฑลให้ครอบคลุมทั่วราชอาณาจักร"
- เรียนรู้ตลอดชีวิต และ กองทุนกู้ยืมแบบ ICL
- เรียนรู้นอกระบบ แหล่งเรียนรู้ และ internet
- เขตปลอดอบายมุข และกฎหมายปราบ "อบายมุข ยาเสพติด และ สิ่งยั่วยุทางเพศ"
- เปิดโอกาสการแสดงออก ด้านวัฒนธรรม
- "... กระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคลให้ ลด ละ และเลิก ..."
- กีฬา, บ้านราคาถูก, ปราบยาเสพติด, เรื่องเด็ก/สตรี/ผู้สูงอายุ, จราจร ฯลฯ

ผมดึงแบบตัดต่อบ้าง สรุปบ้าง เน้นตรงที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามากหน่อย
จะเห็นว่ามีช่องทางให้เกิดข้อเสนอเิชิงรูปธรรม ที่สอดคล้องนโยบายอยู่มากทีเดียว
ใีครที่สนใจ ลองอ่านตัวเต็มๆ หรือลองคิดรายละเอียดเิชิงรูปธรรมดูนะครับ

03 เมษายน 2548

 

แนวนโยบายเยาวชนของพรรคไทยรักไทย

youth_trt
วันก่อนคุยกับตันหยง ว่าการจะทำข้อเสนอถึงนายก ควรจะสอดคล้องกับนโยบายต่างๆ
ของรัฐบาล และพรรคไทยรักไทย ผมเลยไปค้นเจอนโยบายที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ในเชิง
ที่จะไปพัฒนาครอบครัว, เยาวชน และสร้างสังคมคุณธรรมด้วย ถ้าดูเผินๆ จะเห็นว่า
นโยบายข้อสุดท้ายตรงสุด ที่ว่าจะหารูปแบบกิจกรรมเสริมคุณธรรมที่ "โดนใจ"
แต่ถ้ามองลึกๆ แล้วเรื่องครอบครัวจะมีผลกระทบสูงกว่า เพราะแต่ไหนแต่ไร คุณธรรม
ก็ถ่ายทอดผ่านจากคนสู่คน(ไม่ใช่จากตำราสู่คน) โดยเฉพาะในครอบครัวจะมีผลมากที่สุด
ผมได้ comment ซ้อนอยู่บนภาพด้วย ลอง click เข้าไปดูได้ครับ (อยู่ใน flickr)
ใครอ่านแล้วมี idea อะไรดีๆ ก็น่าลองยกมาคุยกันดูครับ

01 เมษายน 2548

 

ระบบ blog ของ yahoo



Yahoo เพิ่งเปิดระบบ blog ไปไม่กี่วันนี้เอง และผมไปลงชื่อขอทดสอบไว้กับ Yahoo
และกับคุณ Charlene Li ซึ่งเธอเพิ่งส่ง invitation มาถึงผมเมื่อวานนี้ ระบบดังกล่าว
มีชื่อว่า Yahoo 360 ทำนองว่าเชื่อมโยงคนในทุกๆ ทิศ มีองค์ประกอบหลักๆ 3-4 อย่าง
ได้แก่

1. Blog คือมีระบบให้เขียนข้อความแบบไดอารี่ได้ เช่นเดียวกับของ Blogger
ถือได้ว่าระบบ blog เป็นฐานของ ความเป็นตัวตนในโลกออนไลน์ จะมีทั้งข้อมูล
Profile ของคนคนนั้น และ ความคิดความเห็นที่คนนั้นเขียนสะสมอยู่ใน blog
พลังของ blog อยู่ที่โอกาสของการสื่อสาร แสดงตัวตน ความคิดเห็นต่างๆ เปิดช่อง
ให้คนอื่นมารู้จักคนคนนั้น ผมจึงเชื่อว่า blog จะเป็นกลไกสำคัญ ของโลกออนไลน์

2. Social Networking คือระบบเชื่อมโยงระหว่างเพื่อน/คนรู้จัก เช่น ใน MSN
ก็มี contact list หรือในระบบอย่าง Friendster, LinkedIn ก็เป็นตัวช่วยให้เรา
จำได้ ว่าเรามีเพื่อนเป็นใครบ้าง ทำอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง และช่วยในการเจอเพื่อนใหม่
ผ่านทาง "เพื่อนของเพื่อน" (Friend-of-a-Friend) ระบบนี้พอนำมาเสริมกับ Blog
ก็ยิ่งช่วยให้คนที่อยู่ต่างที่กัน แต่ใจตรงกัน สามารถหากันเจอได้ง่ายขึ้นมาก โดย
ระบบนี้มักให้คนใส่ข้อมูล ความสนใจต่างๆ ใครที่สนใจเรื่องเดียวกัน ก็จะ add กัน
เป็น friend ในระบบ บางทียังสามารถใช้ค้นหา expertise ในแวดวง Friend ได้ด้วย

3. Photo Sharing เป็นอีกกลไกหนึ่งที่เสริมทั้งสองข้อแรก ตัวอย่างสำคัญคือ
(เพิ่งถูกซื้อโดย yahoo) ยุคนี้กล้องดิจิตอลแพร่หลายมาก ทำให้คนต้องการจัดระเบียบ
และแลกเปลี่ยนภาพกัน บางส่วนก็จะมาอยู่ใน blog และบางส่วนก็จะช่วยให้เรารู้สึกใกล้ชิด
กับคนถ่ายภาพมากขึ้น เพราะได้รับภาพสวยๆ ที่คนถ่าย share ไว้ เกิดเป็น social network

4. Recommendation เป็นกลไกสุดท้าย และเป็นกลไกที่อยู่ใกล้กับภาคธุรกิจที่สุด
จะเห็นได้ว่าสามข้อแรก เป็นเรื่องทางสังคม ที่คนจะมาคบกัน คุยกัน แลกเปลี่ยนกัน
แต่ในระบบอย่างของ Amazon หรือ Epinions สามารถเอาการพูดคุยในเรื่องผลิตภัณฑ์
มาเสริมให้คนได้ซื้อของดี ราคาถูกได้ง่ายขึ้นมาก นับเป็นเรื่องใหม่ ที่จับ Recommendation
มาเสริมกับสามข้อแรก

ที่มาเขียนเล่า ก็เพื่อจะได้เป็นช่องแลกเปลี่ยนความรู้/ความเห็นกัน ใครที่อยากลอง
ใช้ Yahoo 360 ก็แจ้งชื่อ/mail ไว้ได้ครับ ผมจะส่ง invitation ไปให้

30 มีนาคม 2548

 

idea จากการประชุมครั้งที่ 2

ผมได้โน้ต idea ที่ได้จากการประชุมที่ร้านบานาน่าเมื่อวันที่ 24 มีนาคมไว้
เห็นว่าบางเรื่องน่าสนใจ เลยขอดึงมาเล่าซ้ำอีกรอบครับ

ฝน เล่าถึงการใช้ธรรมะแก้ความทุกข์ ซึ่งวัยรุ่นน่าจะเจอประจำในเรื่องความรัก
ผมฟังแล้วเกิด idea ว่าน่าจะทำฐานข้อมูล เก็บเรื่องราวการใช้ธรรมะแก้ปัญหา
ในชีวิตได้จริง ในบริบทต่าง (คล้ายๆ ห้องธรรมะกับชีวิต) ให้คนสามารถมาค้นได้
จุดสำคัญคือเรื่องของ ความสมจริง ความมีชีวิตชีวาของเรื่องเล่า และความคล้ายกัน
กับคนอ่าน (คนมักเชื่อคนที่คล้ายๆ ตัวเองมากกว่า เช่น เป็นวัยรุ่นเหมือนกัน)
ถ้าได้เรื่องราวดีๆ จำนวนมาก สักวันก็ดึงไปทำสื่อประเภทต่างๆ ได้มากมาย

พี่ธนา พูดถึงว่าแต่ละคนมีจุดดี และแต่ละคนก็เขียนกันอยู่แล้วในลานธรรม เช่น
คุณ mayrin และคุณสมบูรณ์ น่าจะมีกลไกเสริมตรงนี้ให้เด่นขึ้น เพื่ออำนวยความ
สะดวกให้แฟนๆ จะได้ติดตามอ่านกันเยอะขึ้น ผมฟังแล้วเกิด idea ว่าตอนนี้ ใน
ลานธรรมก็สามารถ search ความเห็นของแต่ละคนได้ย้อนไปตามลำดับเวลาอยู่แล้ว
(จากหน้ารายละเอียดสมาชิก) ถ้าจัดรูปแบบดีๆ ก็จะเป็นเหมือน blogspot ได้
ตรงนี้จะผสานพลังกันทั้ง web forum และ blog ใครที่สนใจอ่านเฉพาะคุณ mayrin
ก็สามารถอ่านได้สะดวกเหมือนอ่าน blog เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องมามี blogspot ต่างหาก

พี่กลางชล พูดเรื่อง seed/ambassador เหมือนกับ MLM/Amway โดยเรามี product
หลักที่มีคุณภาพและหลากหลาย ได้แก่ชุดหนังสือของพี่ตุลย์เป็นต้น ผมเกิด idea ว่า
น่าจะขยาย portfolio ของ standard product ให้ครอบคลุม target มากขึ้นอีก

พี่โจโจ้ อธิบายว่า คนที่จะมาสนใจธรรมะ แทบจะ 100% ต้องมีความทุกข์มาก่อนทั้งนั้น
การจะชักชวนคน จะต้องมองโอกาสของคนที่มีความทุกข์ แล้วเราก็ต้องมีคำตอบให้เขาได้
อีกประเด็นคือ role model ที่น่าจะเป็นกลุ่มสำคัญในการชักชวนคนมาสนใจได้มากๆ
ได้แก่ ดารา/vj และชาวต่างประเทศ เราควรมี chart ง่ายๆ ที่จะอธิบายให้คนเข้าใจ
ควรมี channel ที่หลากหลาย เป้าหมายแรกต้องทำให้คนเชื่อเรื่องกรรม(เป็นสัมมาทิฏฐิ)

idea เหล่านี้ น่าจะลองหาโอกาสพัฒนาออกมาเป็นแผนงานต่อไปครับ ตอนนี้ผมก็ขอบันทึกไว้
วันหลังจะได้อ้างอิงได้อีก

27 มีนาคม 2548

 

โครงสร้างของ Blog

ขออธิบายเรื่อง blog ต่อเลยนะครับ ต่อจาก ของเมื่อวาน

ก่อนอื่น อยากให้ทุกคนที่คิดว่าจะได้เขียนประจำ (อาทิตย์ละครั้งขึ้นไป)
ทำการสร้าง blog ของตัวเองเลย โดย click ที่ Get your own blog ด้านบน
มันจะพาไปสู่หน้า Dashboard ซึ่งจะมีรายชื่อ blog ของเราอยู่
ขณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีชื่อเดียว คือ "บันทึกธรรมเสวนา" ให้กดปุ่ม
"Create A Blog" ด้านล่าง เพื่อสร้าง Blog ใหม่ของเราเองครับ
โดยจะให้ตั้งชื่อ กะเลือก url ว่าจะเป็น myname.blogspot.com หรือชื่อไหน
ตัวอย่างที่ทำแล้วนะครับ ของพี่เผ่ง ของพี่ต้น และ ของตันหยง

พอสร้างเสร็จ เราก็สามารถเขียนได้ทันที จากหน้า Posting > Create
แต่ผมแนะว่าน่าจะเข้าไปปรับเวลาให้ถูกต้อง/เป็นภาษาไทยก่อน ที่หน้า
Settings > Formatting และอาจเพิ่มรายละเอียดอื่นๆ ใน Setting ให้ครบก็ได้
การเขียนข้อความ (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Post) ก็คือเนื้อหาแต่ละอันๆ
ที่เราเีขียนนั่นเอง โดยโครงสร้าง blog จะเรียงลำดับใหม่สุดอยู่บน
อันเก่าๆ ก็ไล่ไปเป็นลำดับ อันไหนเก่ามากก็จะเก็บเข้าคลัง (archive) ตามเืดือน

ในแต่ละข้อความ มักจะมี link ไปหาเรื่องอื่นๆ ที่เว็บอื่น หรืออาจจะเป็นข้อความ
เก่าๆ ที่เคยเขียนไว้นานแล้วก็ได้ ข้อดีของ blog คือแม้จะเขียนทีละสั้นๆ แต่ก็มัก
จะ link ทำให้คนที่อยากอ่านละเอียด ก็ตามไปอ่านใน link เพิ่มได้ เวลาจะเขียน
อะไร ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนทีละยาวๆ เขียนแค่ 3-4 ย่อหน้า แล้ววันพรุ่งนี้ค่อยมา
เขียนเพิ่ม พร้อมกับ link ไปยังของเก่า วิธีทำ link ก็คือพิมพ์ข้อความ แล้วเอา
mouse ป้ายข้อความที่ต้องการ จากนั้นกด toolbar รูป แล้วจึงใส่ url

เราสามารถดู URL ของข้อความเก่าได้ โดยดูจากเครื่องหมาย # posted by
ที่อยู่ท้ายข้อความครับ ตรง # จะ click ได้ นั่นแหละ คือ url ที่เขาเรียกว่า
Permalink = Permanet Link ที่จะไม่มีวันเปลี่ยน แม้ว่าข้อความนั้นจะตก
ไปจากหน้าแรกแล้วก็ตาม ทั่วไปแล้ว การเขียน blog มักใช้ permalink
บ่อยมาก ทั้งในการ link ไปถึงข้อความเก่าของเราเอง หรือ link ไปที่ข้อความ
บน blog ของคนอื่น ข้อดีคือการสะสมความรู้ และดึงมาใช้ซ้ำได้สะดวก
ไม่หล่นหายไปเลยแบบ web forum

25 มีนาคม 2548

 

หลักในการเขียน blog

ผมชวนหลายคนมาเขียน blog แล้ว แต่ยังไม่ได้อธิบายเท่าไหร่ เลยอาจจะ
ยังไม่ชินกับการเขียน blog นัก ตอนนี้ผมเลยขอเล่าคร่าวๆ เกี่ยวกับหลักใน
การเขียน blog ที่ผมสังเกตมาจาก blog ส่วนใหญ่ นะครับ

Blog ต่างจากเว็บบอร์ด ต่างจาก mailing list ตรงที่ว่ามักจะเป็นการเล่าเรื่อง
ของแต่ละคน คล้ายๆ จะเป็นเรื่องส่วนตัวในไดอารี่ แต่ก็กะว่าจะมีคนอ่านด้วย
บางทีก็เป็นการพูดคุยแบบไม่คาดหวังคำตอบ (ต่างจากการเขียน email)
เวลาเขียน blog เราสามารถเขียนได้อย่างสบายๆ เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด
ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนไปเถียงกับใคร (แบบในเว็บบอร์ด) ไม่ต้องใช้สีสัน
หรือลูกเล่นฉูดฉาด เพื่อดึงความสนใจ ยังไง blog ของเราก็เป็นของเราวันยังค่ำ
ไม่มีใครจะมาแย่งพื้นที่ในการพูดของเราได้

ปกติแล้ว blog จะมีทั้งที่เขียนสั้นๆ และยาวๆ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษ
ก็จะเขียนแค่หนึ่งหรือสองย่อหน้า (เหมือนที่ผมเขียนอันแรก) และก็เขียน
กันเฉลี่ยวันละครั้งเท่านั้น ซึ่งก็ถูกใจคนอ่าน ที่ไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ มาก
เวลาต้องอ่าน blog ของคนสิบคน ก็อยากจะแค่ทราบความก้าวหน้าสั้นๆ เท่านั้น
มีอะไรอยากรู้ ก็ค่อยคุยโทรศัพท์ หรือ email คุยกันต่อก็ได้ กรณีที่เขียนยาวๆ
มักจะเป็นการระบายความในใจ เช่นโกรธใคร หรือมีเรื่องอึดอัดเป็นต้น

ในกรณีลอง บันทึกธรรมเสวนา นี้ เป็น blog แบบที่มีคนเขียนหลายๆ คน
ลักษณะจะต่างจาก blog ที่เขียนคนเดียวบ้าง ทั่วไปแล้ว แต่ละคนอาจจะมี
blog ส่วนตัวที่จะเขียนทุกๆ วันอยู่แล้ว (ใครยังไม่ได้สร้าง ก็ให้ลองสร้างดู)
หลายๆ วันก็อาจจะมาเขียนใน blog รวมสักที blog รวมนี้จะมี theme ที่ทุกคน
จะเขียนในหัวข้อ theme เดียวกัน โดยเมื่อไหร่มีประเด็น ก็ค่อยมาเขียน
ถ้าหลุดประเด็น ก็จะไปเขียนใน blog ส่วนตัวแทน

ใครที่สงสัยอะไร ก็ถามมาใน comment ได้ครับ หรือคุยทาง msn ก็สะดวกเหมือนกัน

This page is powered by Blogger. Isn't yours?